กลุ่มอนุรักษ์ไทยและภูมิปัญญาไทย(ชุมชนบ้านบาตร)

ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณสี่แยกเมรุปูน ซอยบ้านบาตร ถนนบำรุงเมืองและถนนบริพัตร แขวงสำราญราษฎร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ 37 งาน
ที่ดินเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สภาพทั่วไปเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวและสองชั้น รวมถึงบ้านปูนตามแบบสมัยใหม่ ปลูกอยู่ติดกัน ทางเดินเท้าภายในชุมชน
เป็นคอนกรีตเชื่อมติดต่อกันตลอด...

กว่าจะเป็น " ย่านบ้านบาตร"

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อครั้งอดีตทรงเป็นทหารหลวงในสมัยอยุธยา มีพระราชประสงค์จะให้กรุงเทพฯ
เป็นราชธานีแห่งใหม่ เป็นศูนย์กลางอาณาจักร ด้วยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งสมบูรณ์ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อพยพมาจากกรุงเก่า และชาวบางกอกเดิม ต่างก็ต้องปรับตัว
ให้ตนอยู่รอดมากที่สุด ดังนั้นชุมชนเดิมที่รวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านแบบเฉพาะถิ่น อาทิ กลุ่มชาวนา กลุ่มพ่อค้า กลุ่มชาวจีน ชาวญวน หรือแม้แต่กลุ่มอาชีพดั้งเดิมก็ถูกรื้อฟื้นให้มีขึ้น
เช่น ที่ถนนบำรุงเมืองหลังวัดสระเกศ ใกล้กับเมรุปูนมีซอยย่อยที่ตั้งใกล้กันอยู่ยาวทั่วทั้งถนน ในอดีตนั้นถนนแห่งนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนคนทำกินอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้
ให้กับชาวบ้านได้ตลอดทั้งปี ย่านนี้เรียกกันว่า "บ้านบาตร"

บ้านบาตรตั้งขึ้นในสมัย ใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด ประมาณกันว่า ชุมชนมีอายุยาวนานกว่าสองร้อยปี แหล่งที่มาของชาวบ้านบาตร มีประวัติศาสตร์บอกเล่าที่แตกต่างกัน ปรากฏคำบอกเล่าว่า คนบ้านบาตรเดิมเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา อพยพมาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ.2310 สันนิษฐานว่า

บ้านบาตรอาจตั้งขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานีและขุดคลองรอบกรุงขึ้นในปี พ.ศ. 2326
ชาวบ้านบาตรจึงมาตั้งบ้านเรือนในละแวกนอกคลองตามที่อยู่ปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังมีคำบอกเล่าต่อ ๆกันว่า บรรพบุรุษเดิมเป็นชาวกรุงศรีอยุธยาที่เข้ามากับกองทัพไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 หลังจากนั้นได้รวมกันมาอยู่ที่ตรอกบ้านบาตร
จนกลายเป็นชุมชน เนื่องจากพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือผู้มีฐานะมักนิยมสร้างวัด ทำให้มีวัดในกรุงเทพฯ จำนวนมาก ในชุมชนแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านทำบาตรพระ และประกอบอาชีพนี้มานานกว่า 100 ปีแล้ว

บาตร : หัตถกรรมที่กำลังโรยรา

เนื้อความในพงศาวดารฉบับหนึ่งกล่าวถึงภูมิสถานอยุธยาว่า ตลาดหน้าวัดพระมหาธาตุที่กลางกรุง เป็นตลาดค้าบาตรถลกบาตร เฉกเช่นเดียวกับตลาดเสาชิงช้า
กลางกรุงเทพมหานคร อันเป็นย่านการค้าพระพุทธรูปใหญ่น้อยและเครื่องสังฆภัณฑ์นานาชนิด สถานที่ดังกล่าวนี้เองเคยเป็นตลาดใหญ่ขายส่งบาตรของชาวบ้าน
เมื่อหลายสิบปี ล่วงมาแล้วทั้งนี้ด้วยอาศัยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนร่วมกันทำนุบำรุงค้าชูพระศาสนาโดย ประเพณีบวชลูกหลานสืบเนื่องต่อกันมาโดยไม่ขาดสาย
ชาวบ้านบาตรจึงมีงามอุดมพอเลี้ยงชีพและผดุงศิลปะการทำบาตร

ต่อมาในชุมชนบ้านบาตรทุกเหย้าเรือน"จนกระทั่งปีพ.ศ.2514มีการก่อตั้งโรงงานผลิตบาตรพระขึ้นมาจึงทำให้กิจการทำบาตรพระที่บ้านบาตรค่อยๆลดน้อยลงไป
ก่อนหน้านั้นบ้านบาตรทำบาตรพระกันทั้งหมู่บ้าน พอเจอบาตรปั๊มจากโรงงานตีตลาด เราก็หยุดไปประมาณ 20-30 ปี มาปี พ.ศ.2544 มีการตั้งกลุ่มทำบาตรพระขึ้นมา
โดยท่านชาญชัย วามะศิริผู้อำนวยการเขตป้อมปราบฯ ท่านได้ส่งเสริมอนุรักษ์การทำบาตรของเรา โดยการส่งเสริมพานักท่องเที่ยวเข้ามาดูวิธีการทำบาตร ตอนนี้งาน
เริ่มขยับตัวขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2544-2545" (คุณหิรัญ เสือศรีเสริม รองประธานชุมชนบ้านบาตร)

ปัจจุบันมีการผลิตบาตรบุน้อยลงมากและจำกัดอยู่เพียงจำหน่ายเป็นของที่ระลึกหรือรับสั่งทำจากพระสงฆ์โดยตรงเท่านั้นปัจจัยหลักที่ทำให้หัตถกรรมบาตรบุลดน้อยถอย
ลงเป็นลำดับเนื่องจากมี "บาตรปั๊ม" เข้ามาแทนที่เมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา และมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นส่วนใหญ่ บาตรปั๊มซึ่งมีกำลังการผลิตสูง ราคาขายส่งถูก จึงเป็นที่ต้องการของพ่อค้าคนกลางเทียบกันตามราคาขาย "บาตรบุ" ขนาด 7 นิ้ว จำหน่ายในราคา 800 บาท บาตรปั๊มสามารถขายในราคาเพียง 100 กว่าบาทเท่านั้น พ่อค้าคนกลางจึงหันมาจำหน่ายบาตรปั๊ม และกดราคาบาตรบุลง จนช่างไม่สามารถหากำไรจากการขายส่งได้ จึงหันมารับงานที่ผู้ว่าจ้างต้องการความประณีต
เป็นพิเศษโดยไม่เกี่ยงราคา บางคนก็เลิกอาชีพช่างไปประกอบอาชีพอื่น บาตรปั๊มจึงเข้ายึดครองตลาดจนบาตรบุขาดหายไปจากตลาดเครื่องสังฆภัณฑ์ในช่วง 30 ปีนั้น
บาตรบุของชาวบ้านบาตรมีราคาสูงเนื่องจากการทำบาตรต้องอาศัยช่างหลายประเภท แบ่งค่าจ้างแรงงานให้กับช่างฝีมือต่างๆ ประกอบด้วย ช่างตีขอบ ช่างต่อบาตร ช่างแล่น
ช่างลาย ช่างตีและช่างตะไบ จึงมีค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนสูงช่างบางคนก็ทำได้เองทุกขั้นตอนแต่แบ่งงานกันไป ตามความชำนาญเป็นการผ่อนแรงโดยมาก

วัสดุที่ใช้ทำบาตร ในอดีตคือ ตัวถังเหล็กยางมะตอย ที่ทางเทศบาลกรุงเทพมหานครใช้ใส่ยางมะตอยเพื่อราดถนน เมื่อถึงเวลาจะมีคนนำถังยางมะตอยที่ใช้แล้วมาส่งให้ที่ชุมชน
ราคาประมาณ 10 กว่าบาทต่อถัง 1 ใบ โดยถังยางมะตอยทำจากเหล็ก มีเนื้อบาง ทำให้สามารถตีบาตรได้ง่าย สะดวก และราคาไม่แพง

ปัจจุบัน เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นจึงทำบาตรจากเหล็กแผ่น ที่ต้องหาซื้อเองจากแถวหัวลำโพง ราคาเฉลี่ยต่อบาตรใบละ 100 บาท สาเหตุที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากชาวบ้านบาตรชะงักการผลิตลงในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อทำบาตรใหม่อีกครั้งจึงต้องเริ่มต้นใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนคุณภาพบาตรให้ดีกว่าเดิม เพื่อแข่งขันกับ "บาตรปั๊ม"
"บาตรบุ" จึงต้องทำจากเหล็กหนา ให้เป็นสินค้าที่ทำด้วยมือถูกต้องตามหลักพระวินัย บาตรจึงมีราคาสูงขึ้นจากเดิมมาก ทั้งวัสดุมีราคาสูง และค่าแรงที่เพิ่มมากขึ้นด้วยขั้นตอน
ที่ซับซ้อนในการทำบาตรด้วยเหล็กคุณภาพดี

ด้วยคุณสมบัติของบาตรที่ทำด้วยมือของชาว บ้านบาตร เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับบาตร ปั๊มที่ทำจากเครื่องจักรกล
นอกจากนั้นบาตรยังต้องกับพระวินัยและ ยังมีความคงทนมีความหลากหลายในรูปทรงที่สืบทอดภูมิปัญญามาแต่โบราณ ซึ่งช่างทำบาตรที่ยึดอาชีพนี้จะต้องทำด้วยใจรัก
อย่างแท้จริง ทำขึ้นด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยความเคารพในวิชาความรู้ ครูบาอาจารย์ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้สอยในการยังชีพทุกชิ้น ตามแบบแผน
ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทย บาตรของชาวบ้านบาตรจึงกอปรด้วยคุณค่าที่ผสานฝีมือแรงงานและจิตใจไว้เป็นอัน หนึ่งอันเดียวกัน จนบางครั้งการตีค่าความคุ้มค่าของบาตร
อาจไม่สามารถกำหนดด้วยค่าเงินตรา แต่ควรเป็นค่าที่จิตใจมากกว่า

 

ชุมชนบ้านบาตร กลุ่มอนุรักษ์บาตรไทย และภูมิปัญญาไทย คุณหิรัญ เสือศรีเสริม โทร.086-104-9639, 086-892-3660, 02-221-3235